ฟังก์ชันวันที่และเวลา — DATEDIF, EOMONTH, WORKDAY, NETWORKDAYS
1. วันที่ใน Excel ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา
บทความที่แล้ว เราเพิ่งไขความลับของฟังก์ชันข้อความกันไป คราวนี้ผมจะพาคุณมาดูอีกมิติหนึ่งที่คนทำงานไทยเจอทุกวัน นั่นคือ วันที่และเวลา ครับ
ลองนึกภาพดูนะครับ อยากรู้ว่าพนักงานคนนี้อายุงานกี่ปีแล้ว อยากรู้ว่าบิลครบกำหนดชำระตรงกับสิ้นเดือนพอดีหรือเปล่า หรืออยากรู้ว่างานนี้ถ้าเริ่มวันจันทร์แล้วต้องใช้เวลากี่วันทำการถึงจะเสร็จก่อนเสาร์-อาทิตย์ งานพวกนี้ล้วนแต่นับวันเป็นหลัก แต่ถ้าคุณนับด้วยมือหรือคิดในใจทีละแถว รับรองพลาดแน่ และยิ่งข้อมูลเยอะก็ยิ่งพัง
ที่สำคัญคือ Excel ไม่ได้มองวันที่เป็นแค่ตัวหนังสือ แต่มันแปลงวันที่ทุกวันให้เป็น serial number — ตัวเลขที่ใช้คำนวณได้จริง เช่น 1 มกราคม 1900 คือเลข 1 และเพิ่มขึ้นวันละ 1 ตัวเลขนี้แหละที่ทำให้เราบวก ลบ เปรียบเทียบวันได้ดั่งตัวเลขทั่วๆ ไป
ชุดฟังก์ชันที่เราจะใช้กันวันนี้มีดังนี้ครับ
- TODAY / NOW เรียกวันที่และเวลาปัจจุบัน
- DATEDIF นับอายุเป็นปี เดือน วัน
- EOMONTH หาวันสิ้นเดือน
- EDATE เลื่อนเดือนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
- WORKDAY บวกวันทำการ ข้ามเสาร์-อาทิตย์
- NETWORKDAYS นับจำนวนวันทำการระหว่างสองวัน
- YEAR / MONTH / DAY / DATE แยกและประกอบวันเดือนปี
ให้เปิดไฟล์ตัวอย่าง แล้วทำตามไปด้วยกันจะดีมากเลยครับ ผมจัดไว้ 3 ชีท เริ่มจากวางแผนงานด้วย WORKDAY ไปนับอายุงานด้วย DATEDIF และปิดท้ายที่งวดบิลกับ EOMONTH ผมเตรียมตัวอย่างให้ครบทั้งการบวกวัน การนับวันระหว่างช่วง และการจัดการงวด เพื่อให้คุณเห็นภาพการประยุกต์ใช้งานจริงในแต่ละสายงาน
💡 เคล็ดลับ: ก่อนใช้ฟังก์ชันวันที่ อย่าลืมตั้ง Format Cells ของเซลล์ปลายทางเป็นวันที่ให้ถูกต้อง (เช่น dd/mm/yyyy) ไม่งั้นคุณจะเห็นตัวเลขยาวๆ อย่าง 46000 โผล่มาทั้งที่มันคือวันที่จริงๆ ครับ
📌 ข้อควรจำ: วันที่ในตัวอย่างนี้เป็นปี ค.ศ. 2026 ตามที่ใช้ในไฟล์จริง ถ้าคุณจะเอาไปใช้กับปีอื่น แค่แก้ค่าวันเริ่มให้ตรง ก็ได้คำตอบที่ถูกต้องเองครับ
2. WORKDAY — บวกวันทำการแบบข้ามเสาร์-อาทิตย์
เริ่มที่ชีท WORKDAY NETWORKDAYS ครับ ครึ่งบนคือตารางวางแผนงานที่ต้องรู้ว่าถ้าเริ่มงานวันนี้ จะกำหนดส่งวันไหนโดยข้ามเสาร์-อาทิตย์
โครงสร้างคือแต่ละงานมี วันที่เริ่ม, จำนวนวันทำการที่ต้องใช้ และให้ Excel คำนวณ วันกำหนดส่ง ให้อัตโนมัติด้วยสูตร
=WORKDAY(B3,C3-1)
WORKDAY รับสองพารามิเตอร์หลัก คือวันเริ่มต้นกับจำนวนวันทำการที่อยากบวกไป แล้วมันจะข้ามวันเสาร์-อาทิตย์ให้เลย ที่ผมใส่ C3-1 เพราะอยากให้วันเริ่มนับเป็นวันทำงานวันแรกด้วย เช่น งาน A เริ่มจันทร์ที่ 5 มกราคม 2026 ใช้ 10 วันทำการ ผลลัพธ์คือศุกร์ที่ 16 มกราคม 2026 พอดี
คอลัมน์สุดท้ายผมเพิ่มสูตรเช็คว่าวันที่ได้ตรงกับเสาร์-อาทิตย์หรือเปล่า
=IF(WEEKDAY(D3,2)>5,"เสาร์/อาทิตย์","วันทำการ")
WEEKDAY โหมดตัวที่ 2 คือการนับจันทร์เป็น 1 ไปจนถึงอาทิตย์เป็น 7 ถ้าเลขเกิน 5 แปลว่าเสาร์หรืออาทิตย์ ใช้คู่กันเป็นการการันตีว่าวันกำหนดส่งไม่ตกวันหยุดสุดสัปดาห์
| งาน | วันที่เริ่ม | วันทำการ | วันกำหนดส่ง |
|---|---|---|---|
| งาน A ทำรายงาน | 05/01/2026 | 10 | 16/01/2026 |
| งาน B ติดตั้งระบบ | 19/01/2026 | 8 | 28/01/2026 |
| งาน C ตรวจ QA | 02/02/2026 | 15 | 20/02/2026 |
| งาน D ปรับเว็บ | 16/02/2026 | 5 | 20/02/2026 |
ทุกแถวจบที่วันศุกร์ ไม่มีตัวไหนตกเสาร์-อาทิตย์เลย นี่คือความแม่นยำที่การนับด้วยมือทำไม่ได้ครับ
ลองสังเกตอีกอย่างว่า ผมเลือกวันเริ่มเป็นวันจันทร์ให้แต่ละงาน เพราะอยากให้เห็นว่าระยะเวลาที่ออกมาเป็นจำนวนวันทำการแบบเต็มคำตอบ แต่ถ้าวันเริ่มของคุณไม่ใช่จันทร์ก็ไม่เป็นไร WORKDAY คำนวณให้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือถ้าอยากให้วันกำหนดส่งตัดวันหยุดประจำปีด้วย ก็เพิ่มพารามิเตอร์วันหยุดตามที่ผมจะอธิบายในส่วนถัดไปครับ
⚠️ ข้อควรระวัง: WORKDAY ข้ามเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ถ้าบริษัทมีวันหยุดประจำปี (เช่น วันสงกรานต์) ให้ใส่เป็นพารามิเตอร์ตัวที่สาม เช่น
=WORKDAY(B3,C3-1,วันหยุดทั้งช่วง)โดยช่วงวันหยุดคือช่องที่คุณพิมพ์วันหยุดไว้ครับ
3. NETWORKDAYS — นับจำนวนวันทำการระหว่างสองวัน
กลับมาที่ครึ่งล่างของชีทเดิมครับ คราวนี้คนละทางกัน คือเรามีวันเริ่มกับวันสิ้นสุดอยู่แล้ว และอยากรู้ว่าระหว่างสองวันนั้นมี วันทำการ กี่วัน
=NETWORKDAYS(B10,C10)
ตัวอย่างงาน E เริ่ม 2 มีนาคม 2026 ถึง 31 มีนาคม 2026 ถ้านับตามปฏิทินรวมวันเสาร์-อาทิตย์คือ 30 วัน แต่ NETWORKDAYS จะตอบจำนวนวันจันทร์ถึงศุกร์ในช่วงนั้นให้ทันที ต่างจากคอลัมน์ จำนวนวันปฏิทิน ที่ผมคิดด้วยสูตรตรงๆ
=C10-B10+1
บวก 1 เพราะให้รวมวันแรกกับวันสุดท้ายเข้าไปด้วย เอาเลขสองตัวนี้เทียบกัน คุณจะเห็นภาพชัดว่างานหนึ่งช่วงสูญเสียวันไปกับเสาร์-อาทิตย์กี่วัน ซึ่งนำไปประมาณกำลังคนหรือตัดสินใจเรื่องตารางกะได้ดีมาก
จุดที่ทำให้ NETWORKDAYS เป็นมือโปรอีกขั้นคือการรับ วันหยุดเป็นพารามิเตอร์ตัวที่สาม เหมือน WORKDAY เลยครับ ถ้าบริษัทมีวันหยุดยาวช่วงเทศกาล คุณแค่พิมพ์วันหยุดเหล่านั้นไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วอ้างอิงเข้าไป เช่น
=NETWORKDAYS(B10,C10,ช่วงวันหยุด)
Excel จะลบวันหยุดเหล่านั้นออกจากจำนวนวันทำการให้อัตโนมัติ ทำให้ตัวเลขที่ได้ตรงกับความจริงขององค์กร ไม่ใช่แค่ข้ามเสาร์-อาทิตย์แบบคร่าวๆ ครับ
💡 เคล็ดลับ: ให้ WORKDAY และ NETWORKDAYS ทำงานคู่กันเป็นคู่หู — WORKDAY ตอบโจทย์ จบเมื่อไหร่ ส่วน NETWORKDAYS ตอบโจทย์ ทำงานจริงกี่วัน ใช้ควบคู่กันตลอดงานวางแผนเลยครับ
4. DATEDIF — นับอายุและอายุงานให้ละเอียด
เลื่อนมาที่ชีท DATEDIF อายุงาน ครับ โจทย์นี้ตรงใจฝ่ายบุคคลเลย คืออยากรู้ว่าพนักงานทำงานนานเท่าไหร่เป็น ปี เดือน และวัน
DATEDIF เป็นฟังก์ชันพิเศษที่ไม่ขึ้นในรายการช่วยแนะนำของ Excel ถ้าพิมพ์เองถึงจะเห็น แต่ทำงานได้แม่นยำมาก โครงสร้างคือ
=DATEDIF(วันเริ่ม, วันสิ้นสุด, "หน่วย")
หน่วยมีสามแบบที่ใช้บ่อย
"y"ได้จำนวนปีเต็ม"ym"ได้เดือนที่เหลือหลังจากนับปีแล้ว (ไม่รวมปี)"md"ได้วันที่เหลือหลังจากนับเดือนแล้ว
ตัวอย่างแถวแรก สมชายเริ่มงาน 15 มีนาคม 2020 อ้างอิงวันที่ 9 สิงหาคม 2026
| ชื่อ | วันที่เริ่มงาน | ปี | เดือน | วัน |
|---|---|---|---|---|
| สมชาย | 15/03/2020 | 6 | 4 | 25 |
| อนุชา | 01/11/2019 | 6 | 9 | 8 |
| วิภา | 20/07/2022 | 4 | 0 | 20 |
| สุดา | 09/05/2018 | 8 | 3 | 0 |
สมชายนับปีได้ 6 แต่เดือนกับวันแยกออกมาต่างหาก เอามารวมกันเป็นประโยคอ่านง่ายได้ด้วยเครื่องหมาย &
="อายุงาน "&D3&" ปี "&E3&" เดือน "&F3&" วัน"
ได้ผลลัพธ์เป็น อายุงาน 6 ปี 4 เดือน 25 วัน ซึ่งใช้ทำสรุปอายุงานหรือประกาศพนักงานประจำปีได้เลยครับ
ที่สำคัญ DATEDIF จะคืนตัวเลข ปี แล้วก็เดือน แล้วก็วัน แยกเป็นสามคอลัมน์อิสระ ดังนั้นคุณจึงจัดเรียงหรือใช้เป็นเงื่อนไขได้ตามใจ เช่น เอาเฉพาะคนที่อายุงานครบ 5 ปีขึ้นไปมากรองดู ถ้าอยากได้แค่แถวนั้นก็จับ DATEDIF ไปไว้ในฟิลเตอร์หรือ IF ได้ทันที เพราะมันคือตัวเลขธรรมดาที่เอาไปเปรียบเทียบได้ไม่ต่างจากตัวเลขอื่นในชีท
📌 ข้อควรจำ: หน่วย
"ym"ต้องคิดจากเศษของปี และ"md"ต้องคิดจากเศษของเดือน หลักคือคิดปีก่อน แล้วค่อยเอาเศษมาคิดเดือน แล้วค่อยเอาเศษมาคิดวัน ไม่งั้นตัวเลขจะซ้ำซ้อนกันครับ
5. EOMONTH และ EDATE — ขยับเดือนให้เป็นงวด
มาที่ชีทสุดท้าย EOMONTH งวด ครับ เรื่องนี้ตรงใจฝ่ายบัญชีและฝ่ายขายที่สุด นั่นคือการจัดการงวดบิล
EOMONTH คือหาวันสิ้นเดือน โดยระบุว่าเลื่อนไปอีกกี่เดือน
=EOMONTH(B3,0)
ได้วันสิ้นเดือนของเดือนเดียวกับวันที่ตั้งบิล เช่น บิล INV-001 ตั้ง 10 มกราคม 2026 ก็จะได้ 31 มกราคม 2026 ส่วน
=EOMONTH(B3,1)
=EOMONTH(B3,2)
คือสิ้นเดือนหน้าและอีกสองเดือนถัดไป เหมาะกับการตัดรอบชำระเป็นงวดๆ ส่วน EDATE ต่างกันตรงที่ได้วันเดียวกันของเดือนที่เลื่อนไป ไม่ใช่วันสิ้นเดือน เช่น
=EDATE(B3,12)
คือวันครบรอบ 1 ปีพอดี ได้ 10 มกราคม 2027 ซึ่งนิยมใช้นับวันครบสัญญาหรือหมดอายุการรับประกัน
| เลขที่ | วันที่ตั้งบิล | สิ้นเดือนนี้ | สิ้นเดือนหน้า | ครบงวด 3 เดือน | ครบ 1 ปี |
|---|---|---|---|---|---|
| INV-001 | 10/01/2026 | 31/01/2026 | 28/02/2026 | 31/03/2026 | 10/01/2027 |
| INV-002 | 18/02/2026 | 28/02/2026 | 31/03/2026 | 30/04/2026 | 18/02/2027 |
| INV-003 | 05/03/2026 | 31/03/2026 | 30/04/2026 | 31/05/2026 | 05/03/2027 |
| INV-004 | 23/04/2026 | 30/04/2026 | 31/05/2026 | 30/06/2026 | 23/04/2027 |
สังเกตว่า EOMONTH จัดการเดือนที่มี 28, 30 หรือ 31 วันให้ได้ถูกต้องเอง ไม่ต้องมานั่งคิดว่าเดือนไหนกี่วันครับ เรื่องนี้แหละที่ทำให้ Excel ชนะการนับมือไปเลย
อีกจุดที่ผมชอบคือเอา EOMONTH ไปจับกับ IF เพื่อตัดสินใจ เช่น ถ้าบิลนี้ครบกำหนดชำระก่อนสิ้นเดือนก็ให้โชว์ว่า ทันรอบ ไม่เช่นนั้นบอกว่า รอรอบหน้า เรียกง่ายๆ ว่าเอางวดมาประกอบเป็นเงื่อนไขอัตโนมัติ ลดการเปิดไฟล์มาดูทีละใบด้วยตาตัวเอง ส่วนใครทำงานด้านสินเชื่อหรือผ่อนชำระก็ใช้ EOMONTH หาวันส่งงวดถัดไปได้สบายๆ
⚠️ ข้อควรระวัง: ถ้า EOMONTH ไปเจอค่าเป็นข้อความแทนที่จะเป็นวันที่จริง จะได้ error เท่านั้น ให้เก็บวันเป็นค่า date เสมอ แล้วค่อยจัดรูปแบบการแสดงผลทีหลังครับ
6. TODAY และ NOW — วันที่ที่อัปเดตเองทุกวัน
ส่วนล่างสุดของชีท EOMONTH ครับ ผมใส่วันที่แบบอัปเดตอัตโนมัติไว้ให้ลองดู
- TODAY() คืนวันที่ปัจจุบันของเครื่อง
- NOW() คืนทั้งวันและเวลาปัจจุบัน
- EOMONTH(TODAY(),0) หาวันสิ้นเดือนของเดือนปัจจุบันอัตโนมัติ
จุดเด่นคือค่าเหล่านี้เปลี่ยนเองทุกวันเมื่อคุณเปิดไฟล์ใหม่ เหมาะทำแดชบอร์ดนับถอยหลังวันครบกำหนด หรือสรุปว่าเหลือเวลากี่วันถึงสิ้นเดือน โดยไม่ต้องแก้สูตรเลย ยิ่งถ้าจับคู่กับ DATEDIF ก็ถามคำถามแบบ มีคนเหลือเวลาอีกกี่วันถึงจะครบอายุงาน 1 ปี หรือถ้าจับคู่กับ NETWORKDAYS ก็ได้คำตอบ มีวันทำงานจริงเหลือกี่วันก่อนสิ้นเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายคนอยากได้แต่ไม่อยากคำนวณมือ
ผมลองผูกเป็นสถานการณ์จริงให้ดูครับ เช่น อยากรู้วันสุดท้ายที่ควรโอนเงินให้ทันรอบเดือน
=EOMONTH(TODAY(),0)
ร่วมกับข้อมูลบิลในชีทนี้ คุณเขียนสรุปได้เลยว่าวันไหนถึงกำหนด แล้ว Excel จะคำนวณใหม่ให้ทุกครั้งที่เปิดไฟล์
ผมยกตัวอย่างการประยุกต์ง่ายๆ ว่า ถ้าอยากให้แถวที่หมดกำหนดแล้วเปลี่ยนสี หรือให้เซลล์โชว์คำว่า ล่วงเลย เมื่อวันนี้ผ่านกำหนดไปแล้ว ก็จับ TODAY() ไปเทียบกับวันที่ครบกำหนดในเงื่อนไขได้ทันที ค่านี้มองเป็นเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าเองทุกวัน ใช้ทำตัวเตือนในแดชบอร์ดได้แบบไม่มีเงื่อนไขผูกมัด และยังเอาไปเชื่อมกับ NETWORKDAYS เพื่อบอกได้อีกว่าเลยกำหนดมาแล้วกี่วันทำการ เพื่อแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น
📌 ข้อควรจำ: TODAY และ NOW เป็นฟังก์ชัน volatile แปลว่ามันคำนวณใหม่ทุกครั้งที่ไฟล์ถูกเปิดหรือแก้ไข ดังนั้นใช้ในงานที่ต้องการความเป็นปัจจุบันเป็นหลัก ถ้าต้องการยึดค่าวันที่ตายตัว ให้พิมพ์วันที่เองแทนครับ
7. แยกส่วนวัน เดือน ปี — YEAR / MONTH / DAY
นอกจากฟังก์ชันหาวันส่งและวันสิ้นเดือนแล้ว บางงานเราก็แค่อยาก แยกวันที่ ออกมาดูเป็นตัวเลขธรรมดา เช่น อยากรู้ว่าบิลนี้เป็นเดือนอะไร หรืออยากจัดป้ายปีกำกับรายงาน ลองใช้ชุดฟังก์ชันนี้ดูครับ
- YEAR(วันที่) ได้ปีเป็นตัวเลข เช่น 2026
- MONTH(วันที่) ได้เดือนเป็นตัวเลข 1–12
- DAY(วันที่) ได้วันเป็นตัวเลข 1–31
- DATE(ปี, เดือน, วัน) ประกอบร่างวันใหม่จากตัวเลขสามตัว
ในตัวอย่างบิลถ้าอยากแยกปีของวันที่ตั้งบิลออกมา
=YEAR(B3)
ได้ 2026 ส่วนถ้าอยากประกอบวันที่สรุปขึ้นเอง เช่น สร้างวันที่ 5 เดือนถัดไปโดยไม่ลืมข้ามปี
=DATE(YEAR(B3),MONTH(B3)+1,5)
ฟังก์ชัน DATE เก่งตรงที่มันเลื่อนเดือนให้อัตโนมัติ ถ้าเดือนเกิน 12 มันก็ข้ามปีให้เอง ไม่ต้องมานั่งเขียนเงื่อนไขซับซ้อน เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่คนทำรายงานใช้บ่อยครับ
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ การตั้งหัวข้อรายงานที่อยากให้ขึ้นเดือนและปีอัตโนมัติตามข้อมูล เช่น อยากให้หัวข้อเปลี่ยนเป็น พฤษภาคม 2026 ทุกครั้งที่เจอวันที่ในเดือนนั้น คุณก็แค่ใช้ MONTH กับ YEAR จับคู่กับ TEXT ประกอบเป็นคำไทยอ่านง่ายได้ โดยไม่ต้องไปแก้หัวข้อด้วยมือทีละเดือนเลยครับ
💡 เคล็ดลับ: YEAR, MONTH, DAY ดีกว่าการใช้ TEXT ตัด เพราะผลลัพธ์เป็นตัวเลขจริง นำไปใช้ต่อในเงื่อนไข เปรียบเทียบ หรือสร้างคอลัมน์ pivot ได้ทันที ต่างจากผลลัพธ์ข้อความที่ต้องแปลงอีกขั้นครับ
📌 ข้อควรจำ: ฟังก์ชันแยกส่วนพวกนี้ต้องการวันที่จริง ถ้าคุณส่งค่าเป็นข้อความ ฟังก์ชันอาจตีความไม่ตรงหรือ error ให้เก็บไว้เป็น date เสมอ แล้วค่อยแต่งรูปแบบทีหลัง
8. สถานการณ์งานจริง — ประยุกต์รวมกันทั้งชุด
สถานการณ์ที่ 1: ฝ่ายบุคคลสรุปอายุงาน
อยากได้รายงานอายุงานของพนักงานทั้งบริษัทเป็น ปี เดือน วัน โดยให้อัปเดตตามวันที่ปัจจุบัน ใช้ DATEDIF คู่กับ TODAY() เป็นวันสิ้นสุด ประกอบด้วยเครื่องหมาย & เป็นประโยคอ่านง่าย ส่งหัวหน้าได้เลยโดยไม่ต้องแก้สูตรทุกครั้ง
สถานการณ์ที่ 2: ฝ่ายขายวางแผนส่งงาน
ลูกค้าสั่งงานช่วงกลางสัปดาห์ อยากรู้ว่าจะส่งได้ช้าสุดวันไหน โดยไม่ให้ตกเสาร์-อาทิตย์ ใช้ WORKDAY พร้อมระบุวันหยุดบริษัทในพารามิเตอร์ตัวที่สาม แล้วใช้ WEEKDAY เช็คอีกรอบเพื่อความมั่นใจ
สถานการณ์ที่ 3: ฝ่ายบัญชีตัดรอบบิล
บิลทุกใบต้องครบกำหนดชำระภายในสิ้นเดือนถัดไป ใช้ EOMONTH หาวันสิ้นเดือนของแต่ละงวด และใช้ EDATE นับวันครบรอบสัญญา ประกอบกับ TODAY() เพื่อนับวันเหลือถึงกำหนดแบบอัตโนมัติ
สถานการณ์ที่ 4: ฝ่ายผลิตเช็กรอบการตัดสต็อก
ทีมผลิตอยากรู้วันสุดท้ายของแต่ละเดือนเพื่อตัดรอบสต็อก และอยากรู้ว่าเหลือวันทำการกี่วันก่อนตัดรอบ ใช้ EOMONTH(TODAY(),0) หาวันสิ้นเดือน แล้วใช้ NETWORKDAYS(TODAY(),EOMONTH(TODAY(),0)) นับจำนวนวันทำงานที่เหลือเพื่อวางแผนโหลดงานได้อย่างแม่นยำ
9. สรุป
มาถึงตรงนี้คุณคงเห็นแล้วว่าฟังก์ชันวันที่และเวลาไม่ได้ยากและทรงพลังมากครับ
- TODAY / NOW ดึงวันที่เวลาปัจจุบันที่อัปเดตเอง
- WORKDAY บวกวันทำการ ข้ามเสาร์-อาทิตย์
- NETWORKDAYS นับวันทำงานจริงระหว่างสองวัน
- DATEDIF นับอายุเป็นปี เดือน วัน อย่างละเอียด
- EOMONTH หาวันสิ้นเดือน เหมาะกับงวดและการตัดรอบ
- EDATE เลื่อนเดือนเพื่อนับวันครบรอบ
- YEAR / MONTH / DAY แยกส่วนวันเดือนปีออกมาเป็นตัวเลข
จุดสำคัญที่อยากฝากไว้คือ วันที่ใน Excel เป็น serial number ที่คำนวณได้จริงเสมอ ดังนั้นให้จัดรูปแบบการแสดงผลให้ถูกต้อง อย่าลืมระบุวันหยุดประจำปีให้ WORKDAY กับ NETWORKDAYS เพื่อความแม่นยำ และถ้าเจอค่าที่ดูเหมือนวันที่แต่คำนวณไม่ได้ ให้ลองเช็คว่ามันเป็นข้อความหรือเปล่า เพราะนี่คือต้นเหตุหลักของ error ด้านวันที่ในงานจริงครับ
ถ้ายัง งงงง แนะนำให้เปิดไฟล์ตัวอย่าง แล้วไล่เล่นทั้ง 3 ชีทดูนะครับ เริ่มจาก WORKDAY NETWORKDAYS วางแผนงาน ข้ามไป DATEDIF อายุงาน นับอายุพนักงาน และปิดท้ายที่ EOMONTH งวด จัดการงวดบิลกับวันที่ครบรอบ ลองเปลี่ยนวันเริ่มและจำนวนวันทำการในตาราง แล้วดูว่าวันกำหนดส่งขยับตามยังไง จะเห็นพลังของฟังก์ชันกลุ่มนี้ทันที
บทความหน้าเราจะได้รู้จัก Dynamic Arrays — FILTER, SORT, UNIQUE, SEQUENCE ที่จะเปลี่ยนวิธีกรองและจัดข้อมูลของคุณไปตลอดกาล เจอกันครับ! 😊
📖 อ่านต่อ: ถ้าอยากทบทวนการจัดการข้อมูลแบบเต็มๆ แวะไปดู “Excel สำหรับทำงาน” ได้เลยครับ ส่วนใครที่เพิ่งผ่านบทความฟังก์ชันข้อความมาก็ลองกลับไปอ่าน LEFT, RIGHT, MID เพื่อตกแต่งวันที่ให้เป็นข้อความอ่านง่ายได้อีกช่องทางหนึ่งนะครับ